รัฐบาลลดจำนวนข้าราชการจริงไหม? คนเตรียมสอบราชการยังมีโอกาสแค่ไหน ปี 2569–2570
รัฐบาลลดจำนวนข้าราชการจริงหรือไม่? วิเคราะห์มติ ครม. ล่าสุด กระทบการเปิดสอบราชการแค่ไหน คนเตรียมสอบยังควรอ่านต่อหรือไม่ และควรเลือกสนามสอบอย่างไรในปี 2569–2570
เผยแพร่ 6 กันยายน 2569 · ปรับปรุง 6 กันยายน 2569
ข่าวเรื่องรัฐบาลเตรียมลดจำนวนข้าราชการ ยุบอัตราว่าง ปรับลดบางสายงาน รวมถึงมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด ทำให้คนที่กำลังอ่านหนังสือสอบราชการจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า
“ถ้ารัฐกำลังลดคน แล้วเรายังควรสอบราชการต่อไหม?”
คำตอบสั้น ๆ คือ
ยังสอบได้ และยังมีโอกาสสอบติด
แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ รัฐจะเข้มงวดขึ้นกับการเพิ่มจำนวนบุคลากร และไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีคนเกษียณ 1 คน จะต้องเปิดตำแหน่งใหม่มาทดแทน 1 คนเหมือนเป็นระบบอัตโนมัติ
ดังนั้น สำหรับคนเตรียมสอบราชการ ข่าวนี้ไม่ควรถูกตีความว่า “งานราชการกำลังหมดไป” แต่ควรมองว่า สนามสอบราชการกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องเลือกตำแหน่งและวางแผนการสอบให้รอบคอบกว่าเดิม
สรุปให้ก่อนสำหรับคนไม่มีเวลาอ่าน
ณ วันที่ 6 กันยายน 2569 ภาพรวมของเรื่องนี้มี 4 ประเด็นสำคัญ
รัฐบาลกำลังควบคุมและปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐจริง
แต่ ไม่ได้มีนโยบายหยุดรับข้าราชการทั้งหมด
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ระบุให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง ชะลอการขออัตราข้าราชการตั้งใหม่ และบริหารอัตราว่างอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ยังเปิดให้บรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นจากการสอบแข่งขันหรือคัดเลือกที่ประกาศขึ้นบัญชีไว้แล้ว หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก
นอกจากนี้ รัฐบาลยืนยันในวันที่ 5 กันยายน 2569 ว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมาย “ลดข้าราชการแบบเหมาเข่ง” แต่ต้องการลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง และรักษากำลังคนในภารกิจที่ประชาชนยังต้องใช้บริการ
ดังนั้น ถ้าคุณกำลังเตรียมสอบราชการอยู่ ยังไม่มีเหตุผลจากนโยบายนี้เพียงอย่างเดียวที่จะต้องหยุดอ่านหนังสือ
สิ่งที่ควรทำคือเลือกสนามสอบให้ดีขึ้น และอย่าฝากอนาคตไว้กับตำแหน่งเพียงตำแหน่งเดียว
รัฐบาล “ลดจำนวนข้าราชการ” จริงไหม?
ถ้าตอบอย่างตรงไปตรงมา — จริง แต่ไม่ใช่การลดทุกตำแหน่งในทุกหน่วยงาน
สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการควรเรียกว่า “การควบคุมและปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ” มากกว่าการประกาศลดข้าราชการทั้งหมด
มติ ครม. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 มีสาระสำคัญ เช่น การชะลอการขออัตราข้าราชการตั้งใหม่ การตรึงอัตรากำลัง การพิจารณายุบกรอบอัตราว่างบางประเภท และการทยอยยุบตำแหน่งในสายงานสนับสนุนบางสายงานเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการ
สิ่งสำคัญมากคือ “อัตราว่าง” ไม่ได้แปลว่าจะถูกยุบทั้งหมด
มติเดียวกันยังเปิดทางให้ส่วนราชการบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะกรณีที่มีการสอบแข่งขัน มีบัญชีผู้สอบได้ หรืออยู่ระหว่างกระบวนการสอบแข่งขันและคัดเลือกอยู่แล้ว
นี่คือรายละเอียดที่มักหายไปเมื่อข่าวถูกย่อเหลือเพียงพาดหัวว่า
“รัฐบาลลดข้าราชการ”
อย่าเพิ่งตีความว่า “ต่อไปจะไม่มีเปิดสอบราชการ”
นี่เป็นจุดที่คนเตรียมสอบควรแยกให้ออก
การควบคุมจำนวนข้าราชการ ≠ การหยุดรับข้าราชการ
หน่วยงานของรัฐยังมีภารกิจที่ต้องใช้บุคลากรจริง ตั้งแต่งานด้านสาธารณสุข กฎหมาย การคลัง วิศวกรรม เทคโนโลยี การกำกับดูแล ไปจนถึงภารกิจเฉพาะของแต่ละกรมและกระทรวง
สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ รัฐบาลต้องการให้แต่ละหน่วยงานตอบให้ได้มากขึ้นว่า
“ตำแหน่งนี้จำเป็นต้องเป็นข้าราชการประจำหรือไม่?”
ถ้าจำเป็นต่อภารกิจหลัก ก็ยังมีเหตุผลที่จะรักษากำลังคนไว้
แต่ถ้าเป็นงานที่สามารถใช้เทคโนโลยี ใช้การจ้างงานรูปแบบอื่น หรือปรับกระบวนการจนใช้คนน้อยลงได้ ตำแหน่งประเภทนั้นย่อมมีโอกาสได้รับผลกระทบมากกว่า
รัฐบาลระบุทิศทางการปฏิรูปไว้ 3 ด้านชัดเจน คือ ปรับกำลังคน ปรับกระบวนงาน และปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี โดยต้องการให้ภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจมากขึ้น
แล้วข่าว “11 สายงานจะถูกยุบ” หมายความว่าอย่างไร?
เรื่องนี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุด
มติ ครม. มีแนวทางทยอยยุบตำแหน่งในสายงานสนับสนุนจำนวน 11 สายงาน เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป
แต่ไม่ควรตีความว่า บุคลากรใน 11 วิชาชีพดังกล่าวจะถูกเลิกจ้างพร้อมกัน หรือภาครัฐจะไม่มีคนทำงานเหล่านี้อีกแล้ว
สำนักงาน ก.พ. ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยใช้ถ้อยคำชัดเจนว่า เป็นการปรับ “รูปแบบการจ้างงาน” ไม่ใช่การยกเลิก “ภารกิจหรือวิชาชีพ”
เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวเกินไป เราแยกรายละเอียดว่า 11 สายงานมีตำแหน่งใดบ้าง ใครได้รับผลกระทบ และคนที่กำลังเรียนหรือเตรียมสอบตำแหน่งเหล่านั้นควรวางแผนอย่างไรไว้ในบทความเฉพาะ
อ่านต่อ: 11 สายงานข้าราชการที่เตรียมทยอยยุบตั้งแต่ปี 2570 มีอะไรบ้าง?
คำถามสำคัญกว่า “รัฐลดกี่ตำแหน่ง” คือ ตำแหน่งที่เราจะสอบยังจำเป็นหรือไม่
ถ้ากำลังเตรียมสอบราชการ สิ่งที่ควรเปลี่ยนหลังจากข่าวนี้ไม่ใช่การหยุดอ่านหนังสือ
แต่คือ วิธีเลือกสนามสอบ
ในอดีตบางคนอาจเริ่มต้นจากคำถามว่า
“หน่วยงานไหนเปิดสอบบ้าง?”
จากนี้ควรเพิ่มอีกคำถามหนึ่งว่า
“ตำแหน่งนี้อยู่ใกล้ภารกิจหลักของหน่วยงานแค่ไหน?”
ยกตัวอย่างง่าย ๆ
ถ้าหน่วยงานมีหน้าที่กำกับกฎหมาย งานด้านกฎหมายย่อมมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจ
ถ้าหน่วยงานดูแลระบบเทคโนโลยีและฐานข้อมูล งานด้านคอมพิวเตอร์และดิจิทัลก็มีความเกี่ยวข้องกับทิศทางการทำงานของรัฐยุคใหม่
ถ้าหน่วยงานมีภารกิจวิชาชีพเฉพาะ บุคลากรที่มีคุณสมบัติและใบประกอบวิชาชีพเฉพาะย่อมทดแทนกันได้ยากกว่างานทั่วไปบางประเภท
นี่ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถรับประกันได้ว่าตำแหน่งใด “ปลอดภัย 100%”
แต่เป็นวิธีประเมินสนามสอบที่มีเหตุผลมากกว่าการดูเพียงว่า ปีที่แล้วหน่วยงานนั้นเปิดกี่อัตรา
ปี 2570 การแข่งขันสอบราชการจะสูงขึ้นไหม?
บางตำแหน่งมีโอกาสสูงขึ้น
ถ้าจำนวนอัตราที่เปิดลดลง แต่จำนวนคนต้องการสอบยังเท่าเดิม การแข่งขันย่อมเพิ่มขึ้นตามหลักง่าย ๆ
แต่ต้องระวังการตีความคำว่า “การแข่งขันสูง”
ตัวอย่างเช่น
ตำแหน่งหนึ่งรับ 5 อัตรา มีผู้สมัคร 2,000 คน
ตัวเลขนี้อาจทำให้รู้สึกว่าโอกาสแทบเป็นไปไม่ได้
แต่ในสนามสอบจริง ผู้สมัคร 2,000 คนไม่ได้มีความพร้อมเท่ากันทั้งหมด
บางคนสมัครไว้แต่ไม่เข้าสอบ
บางคนเริ่มอ่านหนังสือก่อนสอบไม่นาน
บางคนสอบหลายหน่วยงานโดยไม่ได้เตรียมวิชาเฉพาะของตำแหน่งนั้น
บางคนผ่านภาคความรู้ทั่วไปแต่คะแนนวิชาเฉพาะไม่ถึง
และบางคนมีคุณสมบัติครบ แต่ไม่ได้เตรียมตัวสัมภาษณ์หรือศึกษาภารกิจของหน่วยงานเพียงพอ
เพราะฉะนั้น จำนวนผู้สมัครไม่เท่ากับจำนวนคู่แข่งที่มีความพร้อมในระดับเดียวกับคุณ
สิ่งที่ผู้สมัครควบคุมไม่ได้คือ “รับกี่อัตรา”
แต่สิ่งที่ควบคุมได้คือ
คะแนนของเรา ความพร้อมของเรา และจำนวนสนามที่เราเปิดโอกาสให้ตัวเอง
ถ้ารับน้อยลง ยังมีโอกาสสอบติดจริงหรือ?
ลองเปลี่ยนวิธีคิดจาก
“รับแค่ 3 คน คนสมัครเป็นพัน จะสอบไปทำไม?”
เป็น
“เราต้องทำคะแนนให้อยู่ในกลุ่มบนของสนามนี้อย่างไร?”
การสอบแข่งขันไม่ได้ต้องการให้คุณชนะผู้สมัครทุกคน
คุณต้องทำคะแนนให้สูงพอเมื่อเทียบกับเกณฑ์และคู่แข่งในสนามนั้น
ยิ่งเป็นการสอบที่มีวิชาเฉพาะตำแหน่ง ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเฉพาะหน่วยงาน หรือข้อกำหนดด้านวุฒิและคุณสมบัติ จำนวนคนที่แข่งขันกับคุณอย่างแท้จริงจะถูกกรองลงเป็นลำดับ
นี่คือเหตุผลว่าทำไม แม้อัตรารับราชการบางประเภทอาจลดลง แต่คำว่า
“สอบติดยังเป็นไปได้”
ยังคงเป็นความจริงสำหรับคนที่เลือกสนามเหมาะสมและเตรียมตัวจริงจัง
คนที่ควรกังวลมากที่สุดไม่ใช่คนที่กำลังเตรียมสอบ แต่คือคนที่รอสอบเพียงตำแหน่งเดียว
หากโครงสร้างกำลังคนภาครัฐกำลังเปลี่ยน วิธีเตรียมตัวก็ควรเปลี่ยนตาม
สมมติคุณจบปริญญาตรีสาขาหนึ่งและสามารถสมัครได้ 5–10 ชื่อตำแหน่งในหลายหน่วยงาน
การรอเฉพาะกรมเดียว ตำแหน่งเดียว จังหวัดเดียว อาจทำให้มีโอกาสสอบเพียงปีละครั้ง หรือบางปีไม่มีเลย
ในทางกลับกัน หากวิเคราะห์คุณสมบัติของตัวเองให้ครบว่า
วุฒิของเราสมัครอะไรได้บ้าง
ใช้ผลสอบภาค ก. กับตำแหน่งใดได้
วิชากลางชุดใดสามารถเตรียมครั้งเดียวแล้วใช้หลายสนาม
ตำแหน่งใดมีเนื้อหาสอบใกล้เคียงกัน
และมีหน่วยงานใดเปิดรับวุฒิของเราเป็นประจำ
คุณจะเปลี่ยนจากการ “รอประกาศสอบ”
มาเป็นการ สร้างพอร์ตสนามสอบของตัวเอง
คนสองคนอาจมีความสามารถใกล้เคียงกัน
แต่คนหนึ่งสมัครปีละ 2 สนาม
อีกคนเลือกอย่างมีระบบและมีโอกาสเข้าสอบ 8 สนาม
โอกาสสะสมของทั้งสองคนย่อมไม่เท่ากัน
แล้วคนจบ ปวช. หรือ ปวส. จะได้รับผลกระทบมากกว่าหรือไม่?
คำถามนี้ควรแยกวิเคราะห์โดยเฉพาะ เพราะตำแหน่งประเภททั่วไปและสายงานสนับสนุนจำนวนหนึ่งใช้วุฒิ ปวช. หรือ ปวส. และบางสายงานอยู่ในกลุ่มที่กำลังถูกปรับโครงสร้าง
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า
“จบ ปวช./ปวส. แล้วจะไม่มีงานราชการให้สอบ”
วุฒิแต่ละระดับยังสามารถสมัครตำแหน่งแตกต่างกันตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งและประกาศรับสมัครของแต่ละหน่วยงาน
เราแยกเรื่องนี้ออกเป็นบทความเฉพาะ เพื่อไม่ให้คนจบ ปวช./ปวส. ต้องอ่านข้อมูลรวมกับกลุ่มปริญญาตรีแล้วเกิดความเข้าใจผิด
อ่านต่อ: จบ ปวช. ปวส. ยังสอบราชการได้ไหม หลังรัฐปรับลดอัตรากำลัง?
Early Retirement จะทำให้มีตำแหน่งว่างเพิ่มขึ้นหรือเปล่า?
เรื่องนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะคำว่า “เกษียณก่อนกำหนด” อาจทำให้บางคนคิดว่า
มีคนออกจำนวนมาก = จะมีอัตราเปิดสอบใหม่จำนวนมาก
ยังสรุปแบบนั้นไม่ได้
ข้อมูลรัฐบาล ณ วันที่ 5 กันยายน 2569 ระบุว่า มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกำลังอยู่ระหว่างสำนักงาน ก.พ. จัดทำรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อนำเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป
ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังบริหารทั้งอัตราว่างและอัตราที่เกิดจากการเกษียณอย่างเข้มงวด
ดังนั้น สูตร
ข้าราชการออก 1 คน = เปิดสอบใหม่ 1 อัตรา
ไม่ควรนำมาใช้คาดการณ์จำนวนตำแหน่งเปิดสอบในอนาคต
เรื่อง Early Retirement และผลต่อการเปิดสอบใหม่ เราจะติดตามและอัปเดตแยกอีกบทความเมื่อหลักเกณฑ์มีความชัดเจนมากขึ้น
ถ้ากำลังเตรียมสอบอยู่ วันนี้ควรทำอย่างไร?
Tutor Sheet Store แนะนำให้ใช้หลัก “1 เป้าหมายหลัก + หลายสนามที่สมัครได้”
อย่าหมายความว่าต้องสมัครทุกประกาศที่พบ
แต่ให้มีตำแหน่งเป้าหมายหลักหนึ่งกลุ่ม แล้วแตกออกมาว่า ความรู้ที่กำลังอ่านสามารถใช้สอบตำแหน่งใกล้เคียงในหน่วยงานใดได้อีกบ้าง
ตัวอย่างเช่น หากกำลังเตรียมกฎหมายและวิชาความรู้ทั่วไปอยู่แล้ว ควรตรวจสอบว่าวุฒิของเราสมัครตำแหน่งประเภทใดได้เพิ่มเติม
ถ้ากำลังสอบสายคอมพิวเตอร์ ก็ควรติดตามหลายหน่วยงานที่มีภารกิจด้านดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องรอเพียงกระทรวงหรือกรมเดียว
และถ้าเป็นสายที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ยิ่งควรรู้ว่าหน่วยงานใดใช้มาตรฐานกำหนดตำแหน่งเดียวกัน
เช็กตัวเอง 5 ข้อก่อนเลือกสนามสอบครั้งต่อไป
1. วุฒิของฉันตรงกับประกาศจริงหรือไม่?
อย่าดูเพียงชื่อสาขาที่ใกล้เคียง ต้องอ่านคุณสมบัติตามประกาศต้นฉบับทุกครั้ง
2. ตำแหน่งนี้เป็นภารกิจหลักหรือภารกิจสนับสนุนของหน่วยงาน?
ไม่มีคำตอบว่ากลุ่มใดเปิดแน่นอน แต่ข้อมูลนี้ช่วยประเมินแนวโน้มระยะยาวได้
3. ความรู้ที่อ่านอยู่ใช้กับสนามอื่นได้หรือไม่?
ยิ่งนำไปใช้ได้หลายสนาม ต้นทุนการเตรียมสอบต่อหนึ่งโอกาสยิ่งต่ำลง
4. ฉันกำลังรอกรมเดียวหรือเปล่า?
ถ้าใช่ ควรเริ่มสำรวจหน่วยงานอื่นที่รับคุณสมบัติเดียวกัน
5. ถ้ามีประกาศสอบในอีก 30 วัน วันนี้พร้อมแค่ไหน?
คนที่มีพื้นฐานสะสมอยู่แล้วได้เปรียบคนที่เริ่มอ่านหลังเห็นประกาศเสมอ
มุมที่เราอยากให้คนเตรียมสอบจำไว้
ข่าวการลดจำนวนข้าราชการเป็นเรื่องที่ควรติดตาม
แต่ อย่าให้พาดหัวข่าวหนึ่งพาดหัวตัดสินอนาคตการสอบของเรา
เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำไม่ได้มีเพียงการลดจำนวนคน แต่เป็นการทบทวนว่า ภาครัฐควรใช้คนในงานใด ใช้รูปแบบการจ้างงานใด และงานใดควรนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น
ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จึงไม่ใช่ว่า “ราชการจะไม่รับคนอีกแล้ว”
แต่เป็นว่า
บางตำแหน่งอาจลดลง
บางตำแหน่งอาจเปลี่ยนรูปแบบการจ้าง
บางตำแหน่งยังจำเป็น
และในอนาคตอาจมีความต้องการทักษะที่เปลี่ยนไปตามภารกิจของภาครัฐ
สำหรับคนเตรียมสอบ นี่จึงไม่ใช่เวลาที่ต้องหยุด
แต่เป็นเวลาที่ต้อง เลือกสนามให้ดีขึ้น
สรุป: ยังควรสอบราชการต่อไหม?
ถ้าคุณต้องการรับราชการจริง
คำตอบคือ ยังควรสอบต่อ
ข่าวการปรับลดกำลังคนไม่ได้หมายความว่าการสอบราชการกำลังสิ้นสุด และมติ ครม. เองยังเปิดให้บรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นจากกระบวนการสอบแข่งขันและคัดเลือก
สิ่งที่เปลี่ยนคือ อาจไม่เหมาะอีกต่อไปที่จะคิดว่า
“อ่านตำแหน่งนี้ไว้ เดี๋ยวก็ต้องเปิด”
แต่ควรเปลี่ยนเป็น
“จากวุฒิและความรู้ที่ฉันมี ฉันสามารถสร้างโอกาสเข้าสอบได้กี่สนาม?”
หากจำนวนตำแหน่งบางประเภทลดลง การแข่งขันอาจสูงขึ้นจริง
แต่การแข่งขันสูงขึ้นไม่ได้ทำให้การสอบติดเป็นไปไม่ได้
คนที่รู้ว่าตัวเองสมัครอะไรได้ เตรียมพื้นฐานไว้ล่วงหน้า เลือกหลายสนามอย่างมีระบบ และติดตามประกาศอย่างต่อเนื่อง ยังสามารถสร้างความได้เปรียบให้ตัวเองได้
สิ่งที่ Tutor Sheet Store จะติดตามต่อจากนี้
หน้านี้จะไม่ได้จบลงพร้อมข่าววันที่ 6 กันยายน 2569
เราจะอัปเดตเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงสำคัญเกี่ยวกับ
การเปิดสอบและการบริหารอัตราว่างปี 2570
รายละเอียดมาตรการเกษียณก่อนกำหนด
การเปลี่ยนแปลงของสายงานที่ได้รับผลกระทบ
ประกาศสอบจริงของแต่ละหน่วยงาน
รวมถึงวิเคราะห์ว่าแนวโน้มเหล่านี้มีผลกับคนเตรียมสอบอย่างไร
หากคุณกำลังวางแผนสอบราชการปี 2569–2570 แนะนำให้บันทึกหน้านี้ไว้ เราจะอัปเดตเมื่อข้อมูลจากหน่วยงานรัฐมีความชัดเจนขึ้น
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำจากข้อมูลนโยบายและประกาศของหน่วยงานภาครัฐที่เผยแพร่ถึงวันที่ 6 กันยายน 2569 รายละเอียดเกี่ยวกับอัตราเปิดสอบ คุณสมบัติ และการบรรจุอาจแตกต่างกันในแต่ละหน่วยงาน ผู้สมัครควรตรวจสอบประกาศรับสมัครฉบับจริงของหน่วยงานเจ้าของประกาศทุกครั้ง
